Responsive image
เมนูหลัก
หน้าหลัก
เกี่ยวกับตำบล
ประวัติความเป็นมา
สภาพทั่วไป
สภาพสังคม
สภาพทางเศรษฐกิจ
การบริการพื้นฐาน
สินค้า OTOP
สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
เกี่ยวกับเรา
วิสัยทัศน์/พันธกิจ
ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา
โครงสร้างส่วนราชการ
บทบาทหน้าที่
แผนพัฒนาท้องถิ่น
แผนพัฒนา/ข้อบัญญัติ
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
แผนพัฒนาสามปี
แผนการดำเนินงาน
แผนอัตรากำลัง
แผนการจัดหาพัสดุ
แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต
การติดตามประเมินผลแผนพัฒนา
บุคลากร
คณะผู้บริหาร
สมาชิกสภา อบต.
สำนักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ข่าวสารตำบล
ประกาศ/คำสั่ง อบต.
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ผลการจัดซื้อจัดจ้าง
ผลการพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างตามแบบ สขร.๑
รายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณ
รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริต
ข่าวกิจกรรม
ปฏิทินกิจกรรม
ข่าวรับสมัครโอน/ย้าย
งบแสดงฐานะทางการเงิน
งบประมาณรายจ่ายประจำปี
กองทุนประกันสุขภาพ อบต.
สวัสดิการเบี้ยยังชีพ
แบบฟอร์มบริการประชาชน
ข่าวสารเครือข่าย
ข่าวประชาสัมพันธ์เครือข่าย
ข่าวกิจกรรมเครือข่าย
ปฏิทินกิจกรรมเครือข่าย
ข่าวรับสมัครโอน/ย้ายเครือข่าย
สินค้า OTOP เครือข่าย
ระเบียบ
หนังสือสั่งการ สถ.
พรบ./พรก.
กฎระเบียบกระทรวง
คำสั่ง สถ.
มติ ก. อบจ.
มติ ก. เทศบาล
มติ ก. อบต.
ข้อบัญญัติ
รายรับรายจ่าย
รายงานการประชุม
เว็บบอร์ด
พูดคุยเรื่องทั่วไป
ข้อเสนอแนะ ติชม
รับเรื่องราวร้องทุกข์
รับแจ้งเรื่องเรียนการทุจริต
เว็บบอร์ดเครือข่าย
ติดต่อเรา
ติดต่อเรา
แผนที่ดาวเทียม
คู่มือประชาชน
สวัสดิการเบี้ยยังชีพ
สวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

 
         ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดการถกเถียงกันว่าการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถือเป็นสวัสดิการสังคมหรือ    ประชานิยม เนื่องจากโครงการ “ประชานิยม”ที่ได้มีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่แล้วได้ถูกชะลอไว้ก่อน ซึ่งในเรื่องนี้จะได้นำเสนอข้อคิดเห็นบางประการ ที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพื่อสร้างความรู้เข้าใจ ดังนี้
 
          แนวคิดเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่รัฐบาลในทุกยุคได้ให้ความสำคัญมาเป็นลำดับ บางยุคก็มาก บางยุคก็น้อย เห็นได้จากการจัดตั้งสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๖ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การอุปการะแก่ผู้สูงอายุที่ไร้ญาติและไม่มีที่พึ่งพาอาศัย ต่อจากนั้นได้มีการจัดตั้งสถานสงเคราะห์เพิ่มขึ้นเรื่อยมา รวมทั้งได้มีการจัดบริการต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย เช่น การจัดตั้งศูนย์บริการผู้สูงอายุ โครงการกองทุนส่งเสริมสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน มีการกำหนดนโยบายและแผนในทุกระดับที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้นตามลำดับ เพื่อให้เพียงพอทั่วถึง และสอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคม
 
          การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เริ่มขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๓๕ (ในรัฐบาลสมัย นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี) หน่วยงานที่ดำเนินการคือกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ได้นำโครงการ “เบี้ยยังชีพคนชรา” โดยสั่งการให้กำนันผู้ใหญ่บ้านสำรวจประชากรผู้สูงอายุในหมู่บ้าน และในพ.ศ.๒๕๓๖ ได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน  (เบี้ยยังชีพ) เพื่อให้เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน จ่ายให้เดือนละ ๒๐๐ บาท นับเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๕ ได้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นภารกิจเรื่องนี้จึงถูกถ่ายโอนไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นและกรุงเทพมหานคร ดังนั้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนภารกิจ และได้มีการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ. ๒๕๔๘
 
          ต่อมา ปี พ.ศ.๒๕๔๖ มีการตราพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ซึ่งได้ระบุไว้ในมาตรา ๑๑(๑๑) ว่า “ผู้สูงอายุมีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริมและสนับสนุน การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพตามความจำเป็นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ซึ่งเดิมมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้สูงอายุที่เข้าเกณฑ์ในอัตรา ๓๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน โดยมติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ ได้ปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพผู้สูงอายุเป็นคนละ ๕๐๐ บาทต่อเดือนอีกทั้งในทางปฏิบัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพทางการคลังสามารถเพิ่มจำนวนเงินต่อเดือน แต่รวมแล้วไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท เพื่อให้เพียงพอต่อสภาวการณ์ดำรงชีพในปัจจุบัน หรืออาจเพิ่มจำนวนผู้รับเบี้ยยังชีพได้โดยใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง 
          คุณสมบัติพื้นฐานของผู้มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยยังชีพ คือ 
          ประการแรกคือ ผู้สูงอายุมีภูมิลำเนาในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 
          ประการที่สอง คือ มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือถูกทอดทิ้ง หรือขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูหรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้

          โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกว่าหรือผู้ที่มีปัญหาซ้ำซ้อนหรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารยากต่อการเข้าถึงบริการของรัฐ เป็นผู้ได้รับการพิจารณาก่อน ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๕๓ มีการแก้ไขพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ในมาตรา ๑๑ (๑๑) “ให้มีการจ่ายเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” จึงทำให้มีการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทุกคนที่เข้าหลักเกณฑ์ คือ ๑)มีสัญชาติไทย และมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามทะเบียนบ้าน 2) มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป(ในกรณีที่ทะเบียนราษฎรระบุเฉพาะปีเกิดให้ถือว่าบุคคลนั้นเกิดในวันที่ 1 มกราคมของปีนั้น) ๓) ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น    ผู้ที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 
          จัดให้เป็นประจำ ยกเว้นผู้พิการ และผู้ป่วยเอดส์ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยและระเบียบกรุงเทพมหานคร และสุดท้ายในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการจ่ายเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุให้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จึงปรับการจ่ายเบี้ยยังชีพเพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพที่ดี โดยปรับเป็นขั้นบันได ดังนี้
          ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอายุ ๖๐-๖๙ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา ๖๐๐ บาท/คน/เดือน
          ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอายุ ๗๐-๗๙ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา ๗๐๐ บาท/คน/เดือน
          ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอายุ ๘๐-๘๙ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา ๘๐๐ บาท/คน/เดือน
          ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอายุ ๙๐ ปี ขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา ๑,๐๐๐ บาท/คน/เดือน
 
          การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันไดนี้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักอยู่ ๓ หน่วยงาน กล่าวคือ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ผู้ที่จะประสงค์จะรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคือ จะต้องมีสัญชาติไทย ต้องเป็นผู้มีอายุ ๖๐ ปี บริบูรณ์ขึ้นไป หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นผู้เกิดก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๕ ต้องเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตพื้นที่ที่ยื่นคำขอ และต้องไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดให้เป็นประจำ โดยผู้มีสิทธิ์ สามารถยื่นคำขอรับสิทธิ์ได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
 
          ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การจ่ายเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ มีการดำเนินการมาโดยตลอดและที่ต้องมีการปรับในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น คงจะมีฐานคิดจากการที่ต้องการให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ซึ่งสอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่ผู้สูงอายุ ทั้งนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าองค์การสหประชาชาติ ได้ให้นิยามไว้ว่า เมื่อประเทศใดมีประชากร อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป เกินร้อยละ ๑๐ หรืออายุ ๖๕ ปีขึ้นไป เกินร้อยละ ๗ ของประชากรทั้งหมด ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) และจะเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์”       (Aged Society) เมื่อสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มเป็นร้อยละ ๒๐ ของประชากรอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปหรือเพิ่มเป็นร้อยละ ๑๔ ของประชากรอายุ ๖๕ ปีขึ้นไปตามลำดับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)คาดว่าประชากรของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นจาก ๖๖.๔๘ ล้านคน ในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ เป็น ๗๐.๖๕ ล้านคน ในปีพ.ศ. ๒๕๖๘ แล้วจะเริ่มลดลงเป็น ๗๐.๖๓ ล้านคนในปีพ.ศ. ๒๕๗๓ โดยมีสัดส่วนที่ประเมินได้จากประชากรวัยเด็ก อายุ ๐-๑๔ ปี จะลดลงจาก ๑๕.๙๕ ล้านคน ในปีพ.ศ. ๒๕๓๓ เป็น ๙.๕๔ ล้านคน ในปีพ.ศ. ๒๕๗๓ ขณะที่ประชากรวัยสูงอายุ คือ อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นจาก ๔.๐๒ ล้านคน เป็น ๑๗.๗๔ ล้านคนในช่วงเดียวกัน จากสถิติดังกล่าวข้างต้น พบว่าประเทศไทยเริ่มก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗ และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ หรืออีก ๑๒ ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่าคนไทยจะมีอายุที่ยืนยาวขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นตามไปด้วย หากเป็นการอายุยืนที่มีสภาพร่างกายเสื่อมลง ทำให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิงหรือภาระโดยรวมของประชากรวัยทำงานจะต้องเลี้ยงดูประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุไว้ว่า ในปีพ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นต้นไป เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้ระยะหนึ่ง ประชากรในวัยทำงานก็จะลดลง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ลดลง การนำเงินออมออกมาใช้ของผู้ที่เกษียณอายุที่ไม่มีรายได้จะมีมากขึ้น และความต้องการลงทุนของประชาชนก็จะลดลงไปพร้อมกับการออม
 
          จากข้อมูลในสัมมนาเรื่อง Ensuring Social Protection/Social Pensions in Old Age in the Context of Rapid Aging in Asia UNESCAP, ที่จัดโดย องค์กรแรงงานโลก (ILO) และ Help Age International (หน่วยงาน NGOs ที่ติดตามเรื่องการสนับสนุนผู้สูงอายุ) ที่สำนักงานสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร พบว่า ทุกประเทศที่เข้าร่วมการสัมมนา มีความเห็นตรงกันว่า เบี้ยยังชีพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีพของคนสูงอายุ บางประเทศให้ในอัตราที่มากกว่าประเทศอื่นบางประเทศได้รับน้อย ทั้งนี้ขึ้นกับเงินงบประมาณและหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่ต่างกันไป แต่หลักใหญ่จะคล้ายกันมากคือให้เป็นเงินหรือสิ่งของ และยังมีเหตุข้อมูลที่กล่าวถึงเหตุผลความจำเป็นที่ประเทศต่างๆได้มีการ    จัดสวัสดิการเบี้ยยังชีพ คือ 
           ๑.ผลการศึกษาของ World Bank เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สามารถช่วยเรื่องภาวะโภชนาการในวัยสูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยฯ สามารถมีอาหารการกินที่ดีขึ้นกว่ากรณีไม่ได้รับเบี้ยฯ
           ๒.ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วยและได้รับเบี้ยฯ นี้ก็จะมีแนวโน้มความยากจนลดลง 
           ๓.ลูกหลานสามารถนำเงินส่วนที่ไม่ต้องจ่ายให้ผู้สูงอายุไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์อื่นต่อไปได้ เช่นด้านการศึกษา หรือค่าใช้จ่ายในการหางานทำ
          
          จากข้อมูลดังกล่าวจึงสะท้อนว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ถือว่าเป็นสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ สำหรับพรรคการเมืองหากจะดูแลผู้สูงอายุโดยการนำไปกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนและสำคัญคงไม่ผิดเพราะสังคมไทยได้เริ่มก้าวสู้สังคมผู้สูงอายุแล้ว ประชากรกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึง สำหรับรัฐบาลแม้การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุจะทำให้การเพิ่มงบประมาณของแผ่นดินสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากมีผู้สูงอายุรายใหม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็น ทั้งนี้ลำพังเบี้ยยังชีพที่ผู้สูงอายุได้รับรายเดือนเพียงอย่างเดียวผู้สูงอายุคงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นควรที่รัฐจะต้องเร่งทำกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาผู้สูงอายุระดับชาติ เพื่อเสริมสร้างหลักประกันทางสังคมขั้นพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะความจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในวัยผู้สูงอายุที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้มีความมั่นคงทางรายได้และการงานอาชีพ รวมถึง นำระบบบำเหน็จบำนาญสำหรับภาคประชาชนหรือการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติมาใช้ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีพอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งลูกหลานอยู่อย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี ในสังคมต่อไป
 


องค์การบริหารส่วนตำบลโนนรัง

บ้านนาซาว หมู่ที่ 2 ตำบลโนนรัง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี รหัสไปรษณีย์ 34320
โทรศัพท์ : 0-4522-8252  โทรสาร : 0-4522-8252  อีเมล์ : admin@nonrungubon.go.th
Powered By nonrungubon.go.th